เมื่อมองดูที่ด้านหน้าของตัวเครื่องจะรู้สึกถึงความกว้างและใหญ่ ส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะขนาดของหน้าจอที่กว้างถึง 4.3 นิ้ว ที่ด้านบนของหน้าจอจะเห็นเลนส์กล้องดิจิตอลตัวที่สอง ซึ่งมีความละเอียดมากถึง 2 ล้านพิกเซล พร้อม Proximity Sensor, Ambient Light Sensor และลำโพงหูฟังสำหรับการสนทนา ส่วนที่ด้านล่างของหน้าจอจะเป็นปุ่มเมนู, ปุ่มโฮม และปุ่มย้อนกลับ ที่ด้านหลังของตัวเครื่องจะมีพื้นผิวที่เป็นลวดลายเล็กๆ ซึ่งช่วยให้มีการยึดเกาะที่ดีขึ้นระหว่างการจับถือ ที่ด้านหลังจะมีกล้องดิจิตอลความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลชแบบ LED ซึ่งส่วนของกล้องดิจิตอลจะมีลักษณะที่นูนออกมา เพราะฉะนั้นเวลาวางก็ต้องระมัดระวังกันพอสมควร ที่บริเวณขอบด้านล่างจะมีลำโพงเสียงภายนอก ซึ่งมีเสียงที่ดังและสดใสระดับหนึ่ง แต่ก็น่าเสียดายที่มีมาให้เพียงตัวเดียว ที่ด้านซ้ายของตัวเครื่องจะมีรูร้อยสายคล้อง และปุ่มเพิ่มลดระดับเสียง ที่ด้านขวาของตัวเครื่องจะมีเพียงปุ่มเปิด-ปิดเครื่อง หรือล็อกหน้าจอ ที่ด้านบนของตัวเครื่องจะมีช่องเสียบสายหูฟังมาตรฐานขนาด 3.5 มิลลิเมตร และรูไมโครโฟนตัวที่สองสำหรับการตัดเสียงรบกวน การเสียงสายหูฟังที่ด้านบนของตัวเครื่องก็น่าจะสะดวกและคล่องตัวมากกว่าสำหรับใครหลายๆ คน ที่ด้านล่างของตัวเครื่องจะมีช่องเชื่อมต่อแบบ microUSB ซึ่งรองรับเทคโนโลยี MHL และรูไมโครโฟนสำหรับการสนทนาหรือบันทึกเสียง การที่ช่อง microUSB นี้สามารถรองรับเทคโนโลยี MHL ได้ ก็ทำให้ได้เปรียบการเชื่อมต่อแบบ HDMI คือสามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้ในตัว และสามารถควบคุมการเล่นได้จากตัวของ Galaxy S II เลยนั่นเอง (ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ MHL : คลิ๊กที่นี่) เมื่อเปิดฝาหลังออกมาก็จะเผยให้เห็นอุปกรณ์ต่างๆ ที่ด้านใน ที่ริมด้านซ้ายจะมีช่องใส่การ์ดหน่วยความจำแบบ microSD ซึ่งรองรับได้สูงสุดที่ขนาด 32 GB ใกล้ๆ กันนั้นก็จะมีช่องใส่ซิมการ์ดขนาดมาตรฐานซึ่งสำหรับรุ่น i9100T ที่กำลังทดสอบอยู่นี้จะรองรับระบบ GSM Quad Band (850/900/1800/1900 MHz) และ WCDMA Dual Band (850/2100 MHz) ส่วนที่มีจำหน่ายอีกรุ่นนั้นจะต่างกันที่รองรับ WCDMA Dual Band (900/2100 MHz) หากดูที่รหัสตัวเครื่องที่ด้านหลัง จะพบว่าเป็นรุ่น GT-i9100T แบตเตอรี่ของ Samsung Galaxy S II นั้นจะมีความจุ 1,650 mAh ซึ่งจากการใช้งานถือว่ามีความอึดพอสมควรเลยทีเดียว เมื่อใส่อุปกรณ์ต่างๆ เรียบร้อยดีแล้ว ก็พร้อมเปิดเครื่องใช้งาน ฝาหลังที่ใช้จะเป็นพลาสติกที่บางมากๆ อาจจะต้องระมัดระวังในการใช้งานกันพอสมควร แต่อย่างไรก็ดี เท่าที่ลองทดสอบดูฝาหลังที่เห็นบางๆ แบบนี้ ก็มีความยืดหยุ่นมากพอตัว ก็น่าจะมั่นใจได้ในระดับหนึ่ง มาดูความบางเฉียบของฝาหลังกันแบบชัดๆ นี่ก็น่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ตัวเครื่องมีน้ำหนักที่เบาเป็นพิเศษ การจับถือจะรู้สึกกระชับมือและมีการยึดเกาะที่ดีกว่า Samsung Galaxy S รุ่นแรก แต่ด้วยความกว้างของหน้าจอ คนที่มีฝ่ามือขนาดเล็กก็อาจจะถือหรือใช้งานมือเดียวได้ลำบากซักเล็กน้อย เมื่อนำ Samsung Galaxy S II มาวางเปรียบเทียบกับ สมาร์ทโฟน รุ่นยอดนิยมอย่าง iPhone 4, Samsung Galaxy S และ HTC Desire HD หากดูกันที่วัสดุหรือความแข็งแรง Samsung Galaxy S II และ Galaxy S นั้นดูจะเป็นรองอีกสองรุ่นอยู่มาก แต่ในเรื่องความบาง ด้วยความบางเฉียบเพียงแค่ 8.49 มิลลิเมตร ก็ทำให้ Galaxy S II นั้นบางเฉียบที่สุดในกลุ่ม เปรียบเทียบช่องเชื่อมต่อและอุปกรณ์ต่างๆ ที่บริเวณด้านล่างของตัวเครื่อง เปรียบเทียบช่องเชื่อมต่อและอุปกรณ์ต่างๆ ที่บริเวณด้านบนของตัวเครื่อง น้ำหนักตัวของ Samsung Galaxy S II นั้นจะหนักเพียง 116 กรัม เท่านั้น ซึ่งถือว่าเบาที่สุดในกลุ่ม ส่วนรุ่นพี่อย่าง Samsung Galaxy S หนักกว่าแค่เล็กน้อยเท่านั้น เพราะมีน้ำหนักเพียง 119 กรัม iPhone 4 จะหนักกว่าพอสมควร เพราะมีน้ำหนัก 137 กรัม แต่ก็ได้วัสดุที่มีคุณภาพ และมีความทนทานแข็งแรงมากกว่าด้วย ส่วนน้ำหนักตัวของ HTC Desire HD นั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะหนักถึง 164 กรัม ซึ่งหนักที่สุดในกลุ่ม แต่เรื่องของวัสดุ และความแข็งแรงทนทานบึกบึน ก็น่าจะดีที่สุดในกลุ่มด้วยเช่นกัน ไหนๆ ก็นำตัวเครื่องมาเปรียบเทียบกันแล้ว ก็ลองมาเปรียบเทียบประสิทธิภาพของหน้าจอกันดูบ้าง แน่นอนว่าจอภาพแบบ Super AMOLED Plus ของ Samsung Galaxy S II นั้นมีสีสันที่สดใสมากที่สุดในกลุ่ม เมื่อเปรียบเทียบกับหน้าจอของ iPhone 4 จะเห็นว่าสีสันของ iPhone 4 จะสดใสน้อยกว่า แต่ในเรื่องของความละเอียดเนียนตาของการแสดงผล ก็ยังคงต้องยกให้กับจอภาพของ iPhone 4 เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับรุ่นพี่อย่าง Samsung Galaxy S ซึ่งใช้จอภาพแบบ Super AMOLED รุ่นแรก ก็แทบจะแยกความแตกต่างไม่เห็นเลยทีเดียว แต่หากมองกันดีๆ จอภาพแบบ Super AMOLED Plus ก็จะแสดงผลได้ดีกว่าเล็กน้อย และหากเปรียบเทียบกับจอภาพแบบ LCD ธรรมดาของ HTC Desire HD ก็เรียกได้ว่าจอภาพของ Samsung Galaxy S II นั้นทิ้งห่างอย่างชัดเจน เปรียบเทียบหน้า Homescreen กับ iPhone 4 เปรียบเทียบหน้า Homescreen กับ Samsung Galaxy S เปรียบเทียบหน้า Homescreen กับ HTC Desire HD ตัวอย่างภาพถ่ายที่ถ่ายด้วยการเปิดฟังก์ชัน Auto Contrast และปิดฟังก์ชัน Auto Contrast ตามลำดับ ตัวอย่างภาพถ่ายแนวกว้าง (Panorama) ตัวอย่างภาพถ่ายที่ใส่เอฟเฟคแบบต่างๆ ตัวอย่างภาพถ่ายที่ปรับสมดุลแสงสีขาว (White Balance) แบบต่างๆ ตัวอย่างการทดสอบปริมาณของจุดรบกวน (Noise) ที่ ISO 100, ISO 200, ISO 400 และ ISO 800 ตามลำดับ ตัวอย่างคลิปวิดีโอแบบ MPEG-4 (.mp4) ความละเอียดระดับ Full HD (1920x1080 Pixels : 30 fps) : คุณภาพสูงสุด จากการทดสอบการใช้งานมาได้ประมาณ 1 สัปดาห์ กับ Samsung Galaxy S II ก็พอจะมองเห็นอะไรหลายๆ อย่างจากโทรศัพท์มือถือรุ่นนี้ จึงขอสรุปเป็นจุดเด่นและจุดด้อยตามความคิดเห็นส่วนตัวคร่าวๆ ดังนี้ - จอภาพแบบ Super AMOLED Plus ขนาด 4.3 นิ้ว ความละเอียดระดับ WVGA (480x800 Pixels) ที่แสดงผลได้อย่างยอดเยี่ยม มีสีสันที่สดใสมากที่สุดหากเปรียบเทียบกับโทรศัพท์มือถือที่มีวางจำหน่ายอยู่ในปัจจุบัน - User Interface แบบ TouchWiz UI เวอร์ชัน 4.0 ซึ่งมีความสวยงามมากขึ้น และมีฟังก์ชันการทำงาน หรือการปรับแต่งที่หลากหลายยืดหยุ่นมากขึ้น - รองรับระบบ Multi-Touch พร้อมกันมากถึง 10 จุด และมีการทำงานที่ถูกต้องสมบูรณ์ - ตัวเครื่องมีความบางเฉียบเพียง 8.49 มิลลิเมตร และมีน้ำหนักที่เบาเป็นพิเศษเพียง 116 กรัม ซึ่งหากเทียบกับขนาดของหน้าจอที่ใหญ่ถึง 4.3 นิ้ว ก็ถือว่าเบาเป็นอย่างมาก - ประมวลผลการทำงานด้วยซีพียู Dual-Core ARM Cortex-A9 Proccessor (Exynos Chipset) ความเร็วในการประมวลผล 1.2 GHz - หน่วยประมวลผลภาพกราฟฟิคโดยเฉพาะแบบ Mali-400MP GPU - ขับเคลื่อนการทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ แอนดรอยด์ เวอร์ชัน 2.3.3 หรือ Gingerbread - หน่วยความจำ RAM ขนาด 1 GB พร้อมหน่วยความจำภายในสำหรับผู้ใช้ขนาด 16 GB และรองรับการ์ดหน่วยความจำเสริมภายนอกแบบ microSD ได้สูงสุดที่ขนาด 32 GB - กล้องดิจิตอลตัวหลักที่ด้านหลังของตัวเครื่อง ความละเอียดระดับ 8 ล้านพิกเซล (3264x2448 Pixels) พร้อมระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติ, เลือกจุดโฟกัสด้วยการสัมผัส, ตรวจจับใบหน้า, ตรวจจับรอยยิ้ม, ตรวจจับการกระพริบตา พร้อมไฟแฟลชแบบ LED ในตัว - รองรับการถ่ายภาพวิดีโอความละเอียดสูงระดับ Full HD 1080p ที่ความเร็ว 30 เฟรมต่อวินาที พร้อมระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติแบบต่อเนื่องขณะที่กำลังถ่ายภาพวิดีโอ - เลนส์กล้องดิจิตอลตัวที่สองที่ด้านหน้าของตัวเครื่องที่มีความละเอียดมากถึง 2 ล้านพิกเซล รองรับทั้งการถ่ายภาพนิ่ง ภาพวิดีโอ และการใช้งาน Video Call - รองรับการเล่นไฟล์วิดีโอความละเอียดสูงระดับ Full HD 1080p พร้อมการแสดงผลที่ลื่นไหลเนียนตา สีสันสดใส ไร้อาการหน่วง หรือการกระตุกของภาพ - การท่องเว็บไซต์ด้วยโปรแกรม Web Browser มีความรวดเร็วลื่นไหลเป็นอย่างมาก ด้วยประสิทธิภาพในการประมวลผลที่สูงจากซีพียู และจีพียู พร้อมรองรับการแสดงผลไฟล์ Flash อย่างเต็มรูปแบบ - รองรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านทางระบบ WiFi 802.11 a/b/g/n, HSPA+, EDGE Class 12 และ GPRS Class 12 พร้อมรองรับการแชร์อินเทอร์เน็ตผ่านทางฟังก์ชัน WiFi Hotspot - รองรับเทคโนโลยีการเชื่อมต่อแบบ DLNA ผ่านทางฟังก์ชัน WiFi Direct - รองรับการเชื่อมต่อกับจอแสดงผลภายนอกผ่านทางสาย MHL (Mobile High-Definition Link) ที่ช่อง microUSB พร้อมรองรับเทคโนโลยี USB On-the-Go - อุปกรณ์รับสัญญาณ GPS ในตัว พร้อมฟังก์ชัน A-GPS โดยประสิทธิภาพในการรับสัญญาณนั้นถือว่ายอดเยี่ยม - มีเซ็นเซอร์ตรวจจับแบบต่างๆ อย่างครบครัน ทั้ง Proximity Sensor, Ambient Light Sensor และ Gyroscope Sensor - แบตเตอรี่ขนาดความจุ 1,650 mAh สามารถใช้งานต่อเนื่องได้นานพอสมควรเมื่อเทียบกับขนาดของหน้าจอ และฟังก์ชันการใช้งานต่างๆ ที่หลากหลาย - ช่องต่อหูฟังมาตรฐานขนาด 3.5 มิลลิเมตร ช่วยให้สามารถนำหูฟังมาตรฐานทั่วไปมาเชื่อมต่อใช้งานได้ทันที - คุณภาพเสียงที่ได้ค่อนข้างดี โดยเฉพาะหากใช้งานคู่กับกับหูฟังที่มีคุณภาพ - วิทยุ FM Stereo ในตัว พร้อมรองรับการใช้งานระบบ RDS (Radio Data System) - ไมโครโฟนตัวที่สอง สำหรับการตัดเสียงรบกวนขณะสนทนา - วัสดุตัวเครื่องเป็นพลาสติกทั้งหมด และฝาหลังเป็นพลาสติกที่ค่อนข้างบางมาก กล่าวคือวัสดุน่าจะดีกว่านี้ ในฐานะที่เป็นตัวบนสุดของแบรนด์ - เครื่องที่วางจำหน่ายในประเทศไทยจะแยกเป็น 2 รุ่น คือรุ่นที่รองรับ 3G คลื่นความถี่ 850/2100 MHz และ 3G ความถี่ 900/2100 MHz ดังนั้นจึงไม่เหมือนกับเครื่องที่วางจำหน่ายในเมืองนอกที่สามารถรองรับได้ทั้งคลื่นความถี่ 850 และ 900 MHz ได้ในตัวเดียวกัน - เครื่องที่วางจำหน่ายในประเทศไทยจะไม่สามารถรองรับเทคโนโลยี NFC (Near Field Communication) - ไม่มีไฟ LED สำหรับการแจ้งเตือน หรือการแสดงสถานะการทำงานต่างๆ ของตัวเครื่อง - ไม่มีปุ่มกล้องดิจิตอลโดยเฉพาะสำหรับการถ่ายภาพ - มีลำโพงภายนอกเพียงตัวเดียว ต่างจากบางรุ่นที่มีลำโพงมาให้ 2 ตัวเพื่อแยกเสียงซ้ายขวา - ขณะถ่ายภาพวิดีโอที่ความละเอียดระดับ Full HD 1080p จะไม่สามารถซูมภาพได้ ต้องเลือกใช้ความละเอียดที่ต่ำลงไปจึงจะสามารถซูมได้ - ระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติแบบต่อเนื่องขณะถ่ายภาพวิดีโอยังทำงานได้ค่อนข้างช้า และไม่แม่นยำเท่าที่ควร - ไม่มีโปรแกรมนำทางมาให้สำหรับการใช้งาน GPS ต้องไปดาวน์โหลดหรือซื้อเพิ่มเติมเองในภายหลัง * โทรศัพท์มือถือที่ท่านเห็นในบทความรีวิวนี้เป็นเพียงเครื่องทดสอบจากทางศูนย์ เพราะฉะนั้นคุณสมบัติบางอย่างอาจมีความแตกต่างจากเครื่องที่วางจำหน่ายจริงบ้างไม่มากก็น้อย รวมถึงจุดด้อยบางประการที่พบในเครื่องทดสอบ อาจจะถูกแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นในเครื่องที่วางจำหน่ายจริง ดังนั้นหากท่านสนใจซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นนี้ ควรตรวจสอบหรือทดลองใช้งานสินค้าด้วยตนเองอีกครั้งหนึ่ง * ท่านสามารถตรวจสอบคุณสมบัติแบบสรุป (Specification) ของ Samsung Galaxy S II ได้โดยการคลิ๊กที่ Link ด้านล่างนี้ |
วันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
Samsung Galaxy S II Video Review
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น